อาหาร.jpg3

หมอวิน อธิบายชัด เด็กจำเป็นมั้ย ที่ต้องรับวิตามินเอ หลังมีกระแสรณรงค์

“หมอวิน” เพจ “เลี้ยงลูกตามใจหมอ” อธิบายชัด จำเป็นหรือไม่ที่เด็กต้องรับวิตามินเอ หลังมีกระแสรณรงค์ ย้ำหากมีการเรียกเก็บเงิน ยิ่งไม่จำเป็น

วันที่ 20 ก.ย. 65 ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ หรือ หมอวิน แพทย์เด็กด้านโลหิตวิทยา และมะเร็งในเด็ก เจ้าของเพจ “เลี้ยงลูกตามใจหมอ” ได้โพสต์ข้อความ อธิบายเกี่ยวกับการ “รณรงค์การให้วิตามินเอในเด็ก” หลังมีคนหลังไมค์เข้ามาถามเป็นจำนวนมาก ว่า จำเป็นหรือไม่ ตอบคำถามให้สั้นที่สุด หากมีการเรียกรับเงินหรือขายวิตามิน อย่าหาทำ ไม่ว่าเขาคือใคร บุคลากรทางการแพทย์หรือไม่ แต่ถ้าหากเป็นที่ รพ. สถานพยาบาลหลักของรัฐ ไม่ต้องเสียเงิน รวมถึงถามหาความจำเป็นด้วยว่า จำเป็นหรือไม่

เพราะอันดับแรก ไม่มีใครที่ต้องกินวิตามินใดๆ หากไม่มีความจำเป็น โดยเฉพาะหากกินอาหารมื้อหลักได้ดี หลากหลาย โตดีตามเกณฑ์ คัดกรองภาวะซีด ตอนวัย 9-12 เดือนแล้วปกติ ไม่ต้องกินวิตามินอะไรทั้งนั้น ในเด็กที่เลือกกิน พ่อแม่ก็ต้องรู้วิธีใช้ “อาหารแลกเปลี่ยน” ที่ทดแทนสารอาหารที่ลูกอาจกินไม่พอ ถ้าได้ก็ไม่ต้องกินวิตามินใดๆ

อันดับที่สอง ทำไมต้องให้วิตามินเอ ทั้งที่อาหารที่มีวิตามินเอ นั้นมีอยู่รอบตัว และหนึ่งในนั้นก็คือ นมแม่ ที่มีวิตามินเอ ที่เพียงพอสำหรับเด็กเล็ก 0-6 เดือนอยู่แล้ว นอกจากนั้นก็คืออาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีน ที่มีสีเหลืองส้ม อย่างแครอท ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก หรือแคนตาลูป รวมถึงบัตเตอร์นัต ผักโขม หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่อุดมด้วยวิตามินเอ อย่าง ตับ ไข่แดง นม เนย เป็นต้น โดยเฉพาะ “ตับ” มีวิตามินเอ สูงมาก

ดังนั้นกลับไปที่จุดเริ่มต้น หากกินดี ไม่ต้องเสริม แล้วต้องมีการเสริมวิตามินเอ ในทางปฏิบัติหรือไม่ คำตอบก็คือ “มี” ในกลุ่มเสี่ยงที่กินไม่พอจริงๆ ขาดวิตามินเอ จริงๆ ทุพโภชนาการ และเด็กที่เป็นโรคติดเชื้อที่มีความต้องการใช้วิตามินเอสูง ได้แก่ โรคหัด หัดเยอรมัน เป็นต้น ซึ่งเมื่อขาดวิตามินเอ ก็จะทำให้เกิดภาวะ xeropthalmia ที่มีอาการตาแห้งจนบางคนอาจเกิดแผลที่กระจกตาจนอาจตาบอดได้ อาการตาบอดตอนกลางคืน และเกิดเกล็ดกระดี่ (Bitot’s Spot) เป็นแผ่นขาวที่ตาขาว ฯลฯ

ดังนั้น มาตรการการให้ “วิตามินเอ” ในเด็กและหญิงตั้งครรภ์จึงเกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยงในการขาดวิตามินเอ และพื้นที่ระบาดของโรคหัด ซึ่งมักจะเป็นเขตชายแดนและพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ที่มีการแพร่ระบาดของโรคหัด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่ได้รับวัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูมด้วยหลายเหตุผล) โดยโดสที่ให้ จะไม่ได้ให้บ่อย ประเภทต้องมากินบ่อยๆ ไม่ใช่แน่นอน

อาหาร.jpg3

โดยทั่วไปให้วิตามินเอ 100,000 ยูนิต (30 mg RE) เพียง 1 ครั้งในเด็กอายุ 6-11 เดือน สำหรับเด็กอายุ 1-5 ขวบให้วิตามินเอ ครั้งละ 200,000 ยูนิต (60 mg RE) ทุก 4-6 เดือน ส่วนในพื้นที่ระบาดของโรคหัดให้ 50,000 ยูนิตในเด็ก <6 เดือน 100,000 ยูนิตในอายุ 6-11 เดือนและ 200,000 ยูนิตในเด็ก 1-5 ขวบ จำนวน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อมีอาการระบาด ครั้งที่ 2 ในวันถัดไป และครั้งที่ 3 ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากครั้งที่สอง ย้ำอีกที ถ้ามาเรียกเงินหรือออกแนวขายวิตามิน อย่าหาทำ เพราะหากได้วิตามินเอ โดยไม่จำเป็นอาจทำให้เกิดพิษจากวิตามินเอได้ อาจเกิดตับอักเสบ ผิวหนังแห้งลอก ตาอักเสบ หนักกว่านั้นอาจทำให้ความดันในกะโหลกสูง ชักและซึมลงได้.

ข่าวกีฒา.jpg4 Previous post คิดมาดีแล้ว “วินิซิอุส” แนวรุก “เรอัล มาดริด” โต้กลับคนเหยียดเต้นเหมือนลิง
ข่าวเกมส์ออนไลน์.jpg8 Next post ผ่ากลยุทธ์ขับเคลื่อนอีสปอร์ตสังคมไทยได้อะไร เมื่อ เอไอเอส เดินหน้าเต็มกำลัง